ประวัติความเป็นมาและการบูรณะปฏิสังขรณ์
หน้าพระอุโบสถ

วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนนเรศวรกับ ถนนทหาร ต.หมากแข้ง อ.เมือง อุดรธานี บริเวณนี้คือ "คุ้มบ้านจิก" เมื่อท่านเดินทางเข้าประตูมาก็จะสังเกตุเห็นว่ายังมีรั้วอิฐ
เตี้ยๆ กั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง แบ่งวัดออกเป็นสองตอน ตอนนอกมีพื้นที่น้อยกว่าตอนในมาก ตอนนอกนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่า
ซึ่งรื้อถอนออกไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓

พระอุโบสถเก่า

ส่วนตอนในนั้นมีพื้นที่มากกว่า มีสระน้ำติดรั้วหนึ่งสระ เมื่อมองผ่านเลยไปทางด้านซ้ายของสระน้ำก็จะเห็นโรงครัวและกุฏิแม่ชี
ปลูกเรียงรายกันไปตามแนวรั้วด้านทิศเหนือ


โรงครัวกลาง

ระหว่างสระน้ำและกุฏิแม่ชีจะมีถนนคอนกรีตทอดตัวยาวมุ่งตรงสู่ศาลายักษ์คู่ ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญเก่าที่มีรปูปั้นยักษ์ ๒ ตน ยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าศาลา ศาลานี้หลวงปู่เคยใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหารเช้าของคณะสงฆ์ตอนบ่ายใช้เป็นสถานที่อบรมสั่งสอน ญาติโยมให้ฝึกหัดปฏิบัติสมาธิภาวนาในสมัยที่ยังไม่มีโบสถ์ใหม่

ศาลาการเปรียญเก่า

เมื่อหันมาทางด้านขวาของสระน้ำจะเห็น โบสถ์ใหม่ตั้งตระหง่านสง่างามมีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างสมัยสุโขทัยและ อยุธยาสวยงามมาก ปัจจุบันจะหาชมโบสถ์ที่มีศิลปะแบบผสมนี้ได้ยาก

พระอุโบสถ

และถัดจากโบสถ์ใหม่ไปทางซ้ายมือจะเห็นวิหารคต ภายในจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่ปางประสูติ ตรัสรู้ จนถึงปาง ปรินิพพาน วิหารคตนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์ในการฉันภัตตาหารเช้าในปัจจุบัน

วิหารคตหรือศาลาหอฉัน

เลยวิหารคตไปทางซ้ายจะมีกุฏิพระเรียงรายตามแนวรั้วด้านทิศใต้ และช่วงระหว่างกุฏิพระกับวิหารคตยังมีสระน้ำกันอยู่อีกหนึ่ง สระ ส่วนถนนที่กั้นอยู่สระน้ำแรกกับโบสถ์ใหม่นั้นจะนำเราไปถึงกุฏิหลวงปู่ซึ่งด้านหลังของกุฏิหลวงปู่ยังมีสระน้ำอีกหนึ่งสระ

สระน้ำด้านหลังกุฏิหลวงปู่

ถัดจากสระน้ำนี้ไปมีกุฏิพระเรียงรายกันไปจนชิดแนวรั้วด้านทิศตะวันออก พื้นที่ตอนนอกของรั้วเดิมเป็นของชาวบ้าน
คุ้มบ้านจิกซึ่งมีศาลเจ้าเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนี้ ต่อมาคุณแม่ทิพย์ภรรยาพันตำรวจโทพระยงค์พลพ่ายได้ร่วมกับ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญ ชักชวนชาวบ้านคุ้มบ้านจิกถวายที่ดินแห่งนี้ให้เป็นที่สำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ และสร้าง โบสถ์ (โบสถ์เก่า) อยู่ข้างหน้าศาลเจ้าจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้จัดฉลองและผูกพัทธสีมา ซึ่ง
ในขณะนั้นมีพระอาจารย์โชติเป็นเจ้าอาวาส และต่อมา พ.ศ.๒๔๘๑ พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นเจ้าอาวาส และในปีนี้ พระอาจารย์อุ่นได้เดินทางไปธุดงค์และชักชวนพระ ๓๐ รูป ซึ่งมีหลวงปู่ถิรรวมอยู่ด้วยจากอำเภอมุกดาหารมาอยู่ที่วัดบ้านจิก
ดังได้กล่าวมาแล้วทุกพรรษา ขณะที่จำพรรษาที่วัดบ้านจิกนี้หลวงปู่มักจะนิมิตเห็นตัวท่านเองนั่งอยู่ในโบสถ์ร้าง ซึ่งหลวงปู่ก็ ไม่ทราบว่าเป็นโบสถ์ไหน หลวงปู่จึงได้แต่คิดว่าทำไมผู้สร้างโบสถ์จึงไม่จัดงานฉลองโบสถ์ แต่ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๑ รอย
ตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญและคณะชาวบ้านขออนุญาตจัดงานฉลองและผูกพัทธสีมา หลวงปู่จึทราบว่าที่แท้จริงโบสถ์ร้างใน นิมิตตลอด ๙ ปีก็คือโบสถ์วัดบ้านจิกที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง

ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๙๘ คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดิน นับตั้งแต่ส่วน ที่เป็เตแนวรั้วเตี้ยๆ เก่าแก่ที่ทำด้วยอิฐดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ติดหนองน้ำขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนถึงห้วยหนองน้ำแฝด ด้าน
หลังห้วยน้ำแฝดจะเป็นป่าสำหรับรุกขมูลิกังคธุดงค์ อาณาบริเวณดังกล่าวนี้คือเขตวัดบ้านจิกใหม่ในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงปู่ได้สร้างศาลากลางน้ำขึ้น เมื่อสร้างจวนเสร็จปรากฏว่าเกิดนิมิตเห็นเป็นชายร่างใหญ่ผิวดำถือปืนเข้า มาจะยิงหลวงปู่ขณะนั่งภวานาอยู่ในกุฏิ แล้วชายคนนั้นถามหลวงปู่ว่า "ท่านกลัวไหม" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่กลัว" เพราะชีวิต
เราได้สละแล้วตั้งแต่ออกบวช ชายคนนั้นจึงยิงหลวงปู่ ปรากฏว่ากระสุนปืนเฉียดซี่โครงด้ายซ้ายไป แล้วชายคนนั้นก็ อัตรธานหายไป หลวปู่นั่งพิจารณาต่อจึงทราบว่าพรุ่งนี้ศาลากลางน้ำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะพังทลายลง มีเสียงถามขึ้นในใจว่า
"เสียดายไหม" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ เพราะศาลาหลังนี้ไม่ใช่ศาลาเก่าแก่ แต่เป็นศาลาที่เราสร้างขึ้นมาเอง
เกิดขึ้นมาทีหลังตัวเรา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ภายภาคหน้าถ้ามีบุญบารมีเพียงพอเราก็จะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้และจะสร้าง
ให้ดีกว่าเดิม"
วันรุ่งขึ้นบังเอิญเจ้าคุณพิศาล เจ้าคณะอำเภอหนองบัวลำภูในขณะนั้น ได้เดินทางมาเยี่ยมและเอ่ยปากกล่าวว่า
ศาลาใหม่จนเสร็จแล้วน่ะ หลวงปู่จึงบอกว่า ในวันนี้ศาลาก็จะพังแล้ว คอยดูน่ะ ปรากฏว่าตอนบ่ายวันนั้นเอง มีเมฆดำขนาด
ใหญ่ลอยมาเหนือวัดและมีพายุพัดแรงมากจนศาลาลอยตัวขึ้นทั้งหลังแล้วถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ศาลา
พังทลาย หลวงปู่เล่าว่า สาเหตุที่ศาลาลอยขึ้นทั้งหลังนั้นเนื่องจากหลังคาศาลาทำด้วยแผ่นกระเบื้องเรียงซ้อนกันถี่และหนัก
เมื่อลมพายุพัดมา แผ่นกระเบื้องที่ถูกตรึงติดไว้ดีแล้วจึงไม่ปลิวหลุดเป็นแผ่นๆ แรงลมพายุที่อยู่ใต้หลังคาจึงสามารถดันให้
ศาลาทั้งหลังลอยตัวขึ้นไปได้ เสมือนหนึ่งศาลาทั้งหลังถูกอุ้มลอยขึ้นไป เมื่อแรงลมอ่อนลงศาลาจึงถูกปล่อยตกลงมากระแทก
พื้นเสียหาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๖ หลวงปู่ก็สร้างโบสถ์ใหม่ที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก

วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๖ คณะตำรวจภูธรเขต ๔ และพ่อค้าชาวจีนร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ (หลังที่มียักษ์สองตนยืนเฝ้า
อยู่ข้างหน้า) ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๗ โดยหลวงปู่เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเอง

ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ ก็เริ่มสร้างกุฏิสองชั้นพื้นไม้มะค่า (หลังที่หลวงปู่พักอาศัยอยู่ประจำในปัจจุบัน) ซึ่งตรงกับนิมิตที่เคยเห็น
หลวงปู่มั่นที่กุฏิในพรรษาต้นๆ ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว

ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๒๖ หลวงปู่ได้เริ่มสร้างอุโบสถหลังใหม่ลงที่เดิมที่เคยสร้างศาลากลางน้ำแล้วถูกพายุพัดพังทลายลง
โดยออกแบบตามนิมิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๔ ซึ่งทำการก่อสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง รอบฐานอุโบสถมีขนาด
กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๐ เมตร มีทั้งหมด ๓ ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลักษณะต่างกันคือ

ชั้นที่ ๑ เป็นชั้นล่างเจาะลึกลงไปใต้ดิน ฤดูฝนใช้เป็นที่เก็บน้ำฝน ส่วนฤดูแล้งใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนได้เย็นสบายเพราะเป็นที่โปร่ง
มีการระบายอากาศได้ดี

ชั้นที่ ๒ เป็นวิหารการเปรียญ รอบพระวิหารมีอาศรม ๑๐ หลัง ทางทิศใต้ของวิหารมีมณฑป ๑ หลัง รองรับรอยพระพุทธบาท
และวิหารคตอีก ๑ หลัง ขนาดกว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๔๐ เมตร

ชั้นที่ ๓ เป็นพระอุโบสถ รอบพระอุโบสถมีมณฑปจำนวน ๔ หลัง อุโบสถหลังใหม่นี้สร้างสำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๓ และทำการ
ประกอบพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๓

ขณะที่สร้างพระอุโบสถนี้อยู่จวนจะแล้วเสร็จ หลวงปู่ได้นิมิตเห็นอดีตสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาแล้วตรัสว่า จะขอเยี่ยมชม
พิพิธภัณฑ์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธบาทรูปศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลในพระอุโบสถ เมื่อเสด็ยเข้าไปในตัว
พระอุโบสถเพื่อชมพระพุทธรูป ปรากฏว่าทรงอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ หลวงปู่จึงอุ้มสมเด็จพระสังฆราชลอยขึ้นไป
ชมชั้นสองของพระอุโบสถ (ในนิมิตนั้นยังไม่มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสอง) หลวงปู่จึงตื่นจากนิมิต นิมิตนี้หมายความว่า เพราะบุญ
บารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่ปางก่อน จะเป็นสิ่งสนับสนุนให้สร้างอุโบสถได้สำเร็จ และมีความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบุญบารมีของ
ผู้สร้าง

กลับมากล่าวถึงภายในตัวอุโบสถชั้น ๒ ที่เป็นวิหารการเปรียญซึ่งเป็นที่ฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อก้าวพ้นประตูด้นตะวันออก
เข้าไปข้างในจะพบว่าข้างหน้ามีพระประธานขนาดใหญ่ สีทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามมาก

พระประธานภายในอุโบสถ

พระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการท่าน ผู้ที่มา
สวดมนต์บำเพ็ญเพียรภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้ามักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือน
หนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า-กลางวันจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึัน และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้ง
ใจภาวนาจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในโบสถ์จะรู้สึกว่าเย็นชุ่มชื่นกว่าปกติ เนื่องจากแนวรอยต่อพื้นแต่ละชั้น หลวงปู่ได้ทำให้เป็นช่องว่างห่างกัน
ประมาณ ๓๐ ซม. และมีคานรับน้ำหนักพื้นชั้นบนสูงประมาณ ๔๐ ซม. ห่างกันเป็นช่องๆ ซึ่งแต่ละช่องจะมีรูสำหรับให้น้ำไหล
ผ่านหมุนเวียนรอบโบสถ์ได้ และจะมีเครื่องดูดอากาศออก และดูดไอน้ำเข้าจากพื้นด้านในโบสถ์ เพื่อให้ไอน้ำกระจายในตัว
โบสถ์ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่โดยแท้
ทั้งนี้เป็นเพราะพรสวรรค์และบุญบารมีที่หลวงปู่ได้สั่งสมมา ทำให้สามารถสร้างโบสถ์ที่ใหญ่สวยงามวิจิตรได้ทั้งๆ ที่หลวงปู่ไม่
ได้เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์มาเลย รูปทรงโบสถ์ทั้งหมดเขียนแปลนออกมาจากนิมิตทั้งสิ้น ในปี
พ.ศ.๒๔๙๔ ที่หลวงปู่ได้เห็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาบอกว่า หลวงปู่จะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวง นับได้ว่าเป็น
บุญตาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ หลวงปู่ได้สร้างโบสถ์วัดบุปผาราม บ้านดงน้อย จังหวัดนครพนม
ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ หลวงปู่ได้ก่อสร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระธาตุของพระอรหันตเจ้า
ณ บริเวณที่เคยเป็นโบสถ์เก่าซึ่งอยู่ในบริเวณวัดตอนนอก โดยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและมีแบบแปลนเรียบร้อยแล้ว เจดีย์
ดังกล่าวนี้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบให้ และหลวงปู่ได้ทำการวางศิลาฤกษ์และเริ่มสร้างในวันเกิดของหลวงปู่เมื่อเดือน
พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒ และเมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ได้ทำการฉลองเจดีย์เป็นที่เรียบร้อย

ในปีเดียวกัน หลวงปู่ไดสร้างวัดป่าโนนสวรรค์ บ้านผึ้ง ต.นาไหม อ.บ้านดุง อุดรธานี โดยได้จัดงานประกอบพิธีผูกพัทธสีมา
ฝังลูกนิมิตเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘

ปฏิปทา

เมื่อแรกบวชนั้น หลวงปู่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะถวายชีวิตให้แกเพศพรหมจรรย์ และท่านได้เร่งบำเพ็ญเพียรประพฤติปฏิบัติธรรมอย่าง
อุกฤษฏ์เพื่อกำจัดกิเลสดังได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น จวบจนถึงวันที่ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ สิริอายุ
ของหลวงปู่ได้ ๘๙ ปี บวชมาได้ ๗๓ พรรษาหลวงปู่ก็ยังคงเคร่งครัดต่อข้อวัตรปฏิบัติอยู่เสมอมามิได้ขาด ยกเว้นว่าจะอาพาธ
จนลุกไม่ขึ้นหรือเดินไม่ไหวเท่านั้น

ธุดงควัตรที่หลวงปู่ถือปฏิบัติเป็นประจำมี ๓ ประการ

๑.ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารออกบิณฑบาตมาฉันเป็นนิจ ยกเว้นวันที่ท่านอาพาธ และมีครั้งหนึ่ง (ในปี ๒๕๓๘)
ท่านเจ็บขามากจึงเดินได้ระยะทางสั้นๆ แต่ท่านก็ยังออกบิณฑบาตซึ่งก็เดินได้ในระยะสั้นๆ บริเวณหน้าวัดเท่านั้น ญาติโยม
ส่วนใหญ่จึงมาตักบาตรหน้าวัดบ้านจิกเป็นเวลาหลายเดือน
๒.ปัตตปิณฑิกังคะ ถือฉนในบาตรโดยใช้ภาชนะใบเดียวตลอด
๓.เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันอาสนะเดียวตลอด

ธุดงควัตรนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมานี้และได้ถือปฏิบัติเป็นประจำ โดยเฉพาะในวันพระและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถือ
เนสัชชิกธุดงค์ คือถือการนั่งเป็นวัตร และ รุกขมูลิกังคธุดงค์ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ซึ่งศิษยานุศิษย์ในวัดได้ประพฤติปฏิบัติ
ตามโดยตลอด

หลวงปู่เป็นพระที่มีความเมตตาสูงมาก จะเห็นได้จากการที่ท่านมีเมตตาต่อสาธุชนทั่วไปอยากให้พ้นทุกข์ ท่านจึงได้ลงโบสถ์
อบรมสั่งสอนและนำพาให้ประพฤติปฏิบัติธรรมทำสมาธิภาวนาสวดมนต์ทุกเย็น ส่วนวันพระก็จะเพิ่มการเทศนาตอนเช้าด้วย
เท่าที่ผู้เรียบเรียงเห็นกับตาตนเองก็นับตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้สร้างโบสถ์ใหม่ ซึ่งหลวงปู่ได้ใช้ศาลายักษ์คู่เป็นที่อบรมสมาธิ
ภาวนา จวบจนปัจจุบันนี้ได้ย้ายมาอบรมสมาธิภาวนาที่โบสถ์ใหม่ เมื่อหลวงปู่มีอายุมากขึ้นสุขภาพเสื่อมถอยไม่แข็งแรง
เหมือนก่อน แต่ท่านก็สู่อุตส่าห์ลงโบสถ์เทศนาอบรมสั่งสอนและนำพาให้ประพฤติปฏิบัติกันให้ถูกต้อง จะได้ฝึกหัดจิตใจตัว
ดื้อดึงวุ่นวายนี้ให้สงบ ให้พ้นจากทุกข์ เว้นเสียแต่ท่านอาพาธสังขารไม่อำนวยจึงงดภารกิจนี้ นอกจากนี้หลวงปู่ยังเปิดโอกาส
ให้สาธุชนพุทธบริษัททั่วไปได้เข้าพบเพื่อสนทนาธรรมหรือปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งหลวงปู่ก็ให้คำแนะนำและช่วย
เหลือ ทำให้มีพุทธบริษัทขอเข้าพบหลวงปู่มากขึ้น จนทางวัดต้องจัดเวลาให้เข้าพบเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหลวงปู่มากเกิน
ไปเนื่องจากหลวงปู่ชราภาพมากแล้ว เมื่อได้มาพบหลวงปู่แล้วทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่แบกมาจากบ้านนั้น ดูเหมือนว่าจะมลายหายไป
เนื่องจากพลังแห่งความเมตตาของหลวงปู่ท่าน ผู้ที่แบกทุกข์มารู้สึกเย็นใจคลายทุกข์ และเมื่อได้รับคำแนะนำสั่งสอนแล้ว ก็
รู้สึกเหมือนกับว่าทุกข์หรือปัญหาที่ว่ายิ่งใหญ่นั้นกลับเป็บเรื่องเล็กน้อย สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ผู้ที่มาปรึกษาปัญหากับท่าน
กลับบ้านไปด้วยความเบิกบานจิตใจยิ้มแย้มแจ่มใส หลวงปู่จึงเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญ เป็นหลักชัยของชีวิต เป็นที่เคารพรัก
และศรัทธาของปวงชนทั้งหลาย ดังที่เราท่านทั้งหลายได้ประจักษ์กันอยู่ทุกวันนี้